ตลาดมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติอีกครั้ง? อะไรบ้างคือสินทรัพย์ Safe Haven?

022019_Cover Article.jpg

ถึงแม้ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยคึกคักต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว แต่อย่าพึ่งเชื่อมั่นว่าตลาดจะกลับมาเป็นขาขึ้นแบบยาวๆ นะครับ เพราะดัชนี SET มักจะขึ้นลงตามตลาดสหรัฐอยู่แล้ว และเมื่อพิจารณาจาก Data บางอย่างของสหรัฐ ปรากฏสัญญาณความเสี่ยงเหมือนตลาดใกล้จะตกครั้งใหญ่ อาจจะมากกว่าที่คาดการณ์กันก็เป็นได้ 

ความเสี่ยงที่ผมอยากนำเรียนทุกท่าน ไม่ได้มาจากเรื่องของสงครามการค้านะครับ เพราะความเสียหายหรือผลกระทบต่อมูลค่าภาษีศุลกากร (Tariff) อาจจะมีผลแค่ 0.1 ของตัวเลข GDP ของจีนเท่านั้น และต่ำกว่า 0.05 ของ GDP สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ และจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกไม่สูงนัก ทีนี้มาดูกันว่า มี Data อะไรบ้างที่ผมอยากให้เราตระหนักกันว่า ตลาดโลกมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติได้

กราฟด้านล่างนี้แสดงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐ โดยเปรียบเทียบระหว่างความคาดหวังกับเงื่อนไขข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบัน ครั้งล่าสุดที่เกิดแก๊บหรือความกว้างมาก ระหว่าง 2 ค่านี้ คือก่อนเกิดวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ ซึ่งตัวเลขล่าสุดปี 2017 ต่อเนื่องถึงปี 2018 ก็กำลังเกิดแก๊บที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ

Source: CNBC 29 Jan 2019

Source: CNBC 29 Jan 2019

อีก Data ที่คนมักไม่ทราบและถูกมองข้าม คือตราสารหนี้ในสหรัฐที่ครบกำหนดชำระคืน ภาพกราฟด้านล่างแสดงให้เห็นว่า ส่วนซ้ายมือคือตราสารเรตติ้ง BBB+ ขึ้นไป ในปี 2018  มีที่ครบกำหนดชำระคืนเพียง 51 พันล้านเหรียญ แต่ในอีก 5 ข้างหน้าจะมีตราสารที่ครบกำหนดชำระคืนในแต่ละปีสูงมาก ส่วนกราฟด้านขวาคือ ตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนสูง เรตติ้งต่ำกว่า BBB ซึ่งจะครบกำหนดชำระคืนในอีก 5 ปีข้างหน้าก็มีจำนวนสูงมากเช่นกัน ลองคิดกันว่า หากอีกไม่นานเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีกครั้ง ตราสารเหล่านี้ย่อมมีโอกาสผิดนัดชำระ (Default) สูง และด้วยจำนวนเงินมหาศาลย่อมมีโอกาสส่งผลกระทบแบบโดมิโนในวงกว้างจนไม่อาจคาดการณ์ได้  

Source: Goldman Sachs, DoubleLine Nov 28 2018

Source: Goldman Sachs, DoubleLine Nov 28 2018

มีหลายคนถามผมว่า ถ้าเราคิดว่าเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น นักลงทุนควรกระจายการลงทุนในตราสารหนี้มากกว่าตราสารทุนใช่หรือไม่ ทั้งนี้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะต้องไปดูต่อว่า เป็นตราสารอะไร มีโอกาสสูงที่จะผิดนัดชำระมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะประเภทที่เรตติ้งไม่สูงแต่ให้ดอกเบี้ยสูง นักลงทุนก็ต้องตระหนักว่า หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาจริงๆ ตราสารประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะผิดนัดชำระ จะว่าไปอาจจะมีความเสี่ยงสูงกว่าลงทุนในหุ้นซะอีก

เมื่อมีหลายปัจจัยดูมีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ ผมขอเสนอ 3 แนวทางที่เรียกว่า เป็นสินทรัพย์ “Safe Haven” เป็นทางเลือกการลงทุนครับ
1. แบ่งลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น จะเซฟที่สุด
2. ลงทุนในทองคำไว้บ้าง เพื่อเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยง และกรณีเกิดวิกฤติซึ่งเกิดขึ้นจริง ทองคำจะมีมูลค่าสูงขึ้นและจะช่วยป้องกันพอร์ตลงทุนของคุณไว้ได้
3. ลงทุนในเงินสกุลเยนญี่ปุ่น เพราะเงินเยนเป็นสกุลเงินที่ถ้ากรณีเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเงินเยนจะเข้มแข็งขึ้น นักลงทุนญี่ปุ่นที่เคยลงทุนในตลาดต่างประเทศหรือทั่วโลก จะดึงเงินกลับเข้าญี่ปุ่นที่ดอกเบี้ยต่ำมาก หรือจะเรียกว่าเท่ากับ 0 ก็ว่าได้

ความกลัวเรื่องจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีกรอบ อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดก็ได้ แต่จาก Data ที่ผมนำเสนอนี้ มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า ตัวนักลงทุนเองก็ควรตระหนักว่าตัวเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน สามารถลงทุนระยะยาวได้นานแค่ไหน และต้องเข้าใจสินทรัพย์ที่ลงทุนด้วยว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใดด้วย “ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน เรายังมีทางเลือกที่จะลงทุนได้เสมอ

 

**************************************************************

Top