ปีนี้ ทองคำน่าลงทุนมั้ย?

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา การซื้อขายทองคำเป็นไปอย่างคึกคักซึ่งเป็นผลมาจากการที่ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น เพราะเป็นช่วงที่ FED ประกาศว่าอาจจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้มีโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะถ้าได้ดอกเบี้ยสูงนักลงทุนจะไม่ถือครองทองคำ แต่จะหันไปรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยแทน และอีกปัจจัยคือ ความกังวลกันว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจากเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน แต่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทิศทางของเรื่องที่กลัวกัน กลับมีแนวโน้มจะจบลงด้วยดี ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง บางสำนักแนะนำให้ทยอยขายทองคำออก และให้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ทำให้ผมได้รับคำถามจากผู้ลงทุนว่า ปีนี้ ทองคำยังน่าลงทุนอยู่มั้ย?

คำตอบของผมคือ ยังน่าลงทุนอยู่ครับ เพราะยังไงทองคำก็จัดเป็นสินทรัพย์ Safe Haven ที่ควรมีติดพอร์ตไว้บ้าง แต่จะจัดสัดส่วนมากน้อยแค่ไหน ต้องขึ้นกับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ สำหรับเหตุผลที่ผมคงคำแนะนำลงทุนในทองคำไว้บ้าง เพราะผมจะวิเคราะห์จากข้อมูลระยะยาว ไม่ใช้ข้อมูลซื้อขายแบบรายวัน การใช้ข้อมูลระยะยาวทำให้เราเห็นภาพกว้างและดูเทรนด์ออกว่าจะไปในทิศทางไหน ซึ่งข้อมูลที่น่าสนใจที่เราควรติดตามคือ ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่าในปี 2018 ที่ผ่านมา แบงค์ชาติของทั่วโลกมีการซื้อทองคำสะสมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ปี 1971 ที่ประธานาธิบดี Richard Nixon ของสหรัฐ ยกเลิกการใช้ Gold Standard คือยกเลิกการผูกค่าเงินดอลล่าร์กับทองคำ โดยจำนวน Net Buying ของปี 2018 สูงถึง 651.45 ตัน มูลค่าประมาณ 28 พันล้านดอลล่าร์ ความน่าสนใจอยู่ที่ มีการซื้อทองคำสะสมสูงเพิ่มขึ้น 74% (เทียบกับปี 2017) เฉพาะไตรมาส 4 ของปี 2018 แบงค์ชาติทั่วโลก มีการซื้อทองคำสูงที่สุดถึง 195 ตัน

กราฟ ทองคำ.jpg

Source: Bloomberg

คำถามที่หลายท่านคงสงสัยคือ เมื่อไหร่ที่แบงค์ชาติต่างๆ จะทยอยซื้อทองคำ? คำตอบก็คือ เมื่อต้องการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อสูง หรือเมื่อคาดการณ์ว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มูลค่าตลอดเวลา เป็นสินทรัพย์ที่เก็บมูลค่าไว้ได้ ถ้าเราดูตัวอย่างจากปัญหาเงินเฟ้อสูงในบางประเทศ เช่น เวเนซูเอล่า ซึ่งในอดีตเพียงแค่ 10 กว่าปีที่แล้ว ประเทศนี้ยังเป็นประเทศร่ำรวยจากการขายน้ำมัน แต่ปัจจุบันประเทศนี้ มีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 1.3 ล้าน % สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เราเรียกว่า Hyper Inflation ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก ดังที่เกิดขึ้นแล้วในเวเนซูเอล่า ผู้ที่รอดและสามารถอพยพย้ายถิ่นได้ก่อน ส่วนใหญ่มักถือครองทองคำไว้เพราะมูลค่าของทองคำยังคงอยู่

นอกจากนี้ อีกเหตุผลที่สนับสนุนว่าทองคำยังน่าลงทุน และมีโอกาสทำกำไรเพราะ บริษัทเหมืองต่างๆ ไม่ได้เพิ่มขึ้น และไม่มีการลงทุนในเหมืองใหม่หรือขยายธุรกิจเพิ่ม นั่นแปลว่า ไม่มีการผลิตเพิ่มแล้ว จากข้อมูลที่ผมนำมาเสนอนี้ ทำให้เห็นถึงศักยภาพของทองคำที่มีโอกาสจะปรับตัวสูงขึ้นอีกและทำกำไรได้ในอนาคต ซึ่งการกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ประเภททองคำ ก็เป็นการป้องกันพอร์ตลงทุนของคุณไปในตัวด้วย ยิ่งช่วงที่ราคาทองคำลง ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้าไปลงทุนเพิ่มครับ

ตลาดมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติอีกครั้ง? อะไรบ้างคือสินทรัพย์ Safe Haven?

022019_Cover Article.jpg

ถึงแม้ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยคึกคักต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว แต่อย่าพึ่งเชื่อมั่นว่าตลาดจะกลับมาเป็นขาขึ้นแบบยาวๆ นะครับ เพราะดัชนี SET มักจะขึ้นลงตามตลาดสหรัฐอยู่แล้ว และเมื่อพิจารณาจาก Data บางอย่างของสหรัฐ ปรากฏสัญญาณความเสี่ยงเหมือนตลาดใกล้จะตกครั้งใหญ่ อาจจะมากกว่าที่คาดการณ์กันก็เป็นได้ 

ความเสี่ยงที่ผมอยากนำเรียนทุกท่าน ไม่ได้มาจากเรื่องของสงครามการค้านะครับ เพราะความเสียหายหรือผลกระทบต่อมูลค่าภาษีศุลกากร (Tariff) อาจจะมีผลแค่ 0.1 ของตัวเลข GDP ของจีนเท่านั้น และต่ำกว่า 0.05 ของ GDP สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ และจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกไม่สูงนัก ทีนี้มาดูกันว่า มี Data อะไรบ้างที่ผมอยากให้เราตระหนักกันว่า ตลาดโลกมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติได้

กราฟด้านล่างนี้แสดงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐ โดยเปรียบเทียบระหว่างความคาดหวังกับเงื่อนไขข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบัน ครั้งล่าสุดที่เกิดแก๊บหรือความกว้างมาก ระหว่าง 2 ค่านี้ คือก่อนเกิดวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ ซึ่งตัวเลขล่าสุดปี 2017 ต่อเนื่องถึงปี 2018 ก็กำลังเกิดแก๊บที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ

Source: CNBC 29 Jan 2019

Source: CNBC 29 Jan 2019

อีก Data ที่คนมักไม่ทราบและถูกมองข้าม คือตราสารหนี้ในสหรัฐที่ครบกำหนดชำระคืน ภาพกราฟด้านล่างแสดงให้เห็นว่า ส่วนซ้ายมือคือตราสารเรตติ้ง BBB+ ขึ้นไป ในปี 2018  มีที่ครบกำหนดชำระคืนเพียง 51 พันล้านเหรียญ แต่ในอีก 5 ข้างหน้าจะมีตราสารที่ครบกำหนดชำระคืนในแต่ละปีสูงมาก ส่วนกราฟด้านขวาคือ ตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนสูง เรตติ้งต่ำกว่า BBB ซึ่งจะครบกำหนดชำระคืนในอีก 5 ปีข้างหน้าก็มีจำนวนสูงมากเช่นกัน ลองคิดกันว่า หากอีกไม่นานเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีกครั้ง ตราสารเหล่านี้ย่อมมีโอกาสผิดนัดชำระ (Default) สูง และด้วยจำนวนเงินมหาศาลย่อมมีโอกาสส่งผลกระทบแบบโดมิโนในวงกว้างจนไม่อาจคาดการณ์ได้  

Source: Goldman Sachs, DoubleLine Nov 28 2018

Source: Goldman Sachs, DoubleLine Nov 28 2018

มีหลายคนถามผมว่า ถ้าเราคิดว่าเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น นักลงทุนควรกระจายการลงทุนในตราสารหนี้มากกว่าตราสารทุนใช่หรือไม่ ทั้งนี้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะต้องไปดูต่อว่า เป็นตราสารอะไร มีโอกาสสูงที่จะผิดนัดชำระมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะประเภทที่เรตติ้งไม่สูงแต่ให้ดอกเบี้ยสูง นักลงทุนก็ต้องตระหนักว่า หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาจริงๆ ตราสารประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะผิดนัดชำระ จะว่าไปอาจจะมีความเสี่ยงสูงกว่าลงทุนในหุ้นซะอีก

เมื่อมีหลายปัจจัยดูมีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ ผมขอเสนอ 3 แนวทางที่เรียกว่า เป็นสินทรัพย์ “Safe Haven” เป็นทางเลือกการลงทุนครับ
1. แบ่งลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น จะเซฟที่สุด
2. ลงทุนในทองคำไว้บ้าง เพื่อเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยง และกรณีเกิดวิกฤติซึ่งเกิดขึ้นจริง ทองคำจะมีมูลค่าสูงขึ้นและจะช่วยป้องกันพอร์ตลงทุนของคุณไว้ได้
3. ลงทุนในเงินสกุลเยนญี่ปุ่น เพราะเงินเยนเป็นสกุลเงินที่ถ้ากรณีเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเงินเยนจะเข้มแข็งขึ้น นักลงทุนญี่ปุ่นที่เคยลงทุนในตลาดต่างประเทศหรือทั่วโลก จะดึงเงินกลับเข้าญี่ปุ่นที่ดอกเบี้ยต่ำมาก หรือจะเรียกว่าเท่ากับ 0 ก็ว่าได้

ความกลัวเรื่องจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีกรอบ อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดก็ได้ แต่จาก Data ที่ผมนำเสนอนี้ มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า ตัวนักลงทุนเองก็ควรตระหนักว่าตัวเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน สามารถลงทุนระยะยาวได้นานแค่ไหน และต้องเข้าใจสินทรัพย์ที่ลงทุนด้วยว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใดด้วย “ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน เรายังมีทางเลือกที่จะลงทุนได้เสมอ

 

**************************************************************

ประกาศการนำส่งของสมนาคุณจากการลงทุนในกองทุน LTF และ RMF

ที่ PAMC 003 / 2019

                                                                                                                                   

                                                                                                            วันที่ 18 มกราคม 2562

               

เรื่อง        นำส่งของสมนาคุณจากการลงทุนในกองทุน LTF และ RMF

               

เรียน       ผู้ถือหน่วยลงทุน

 

                บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม  ฟิลลิป จำกัด (บริษัทจัดการ) ได้จัดโปรโมชั่นลงทุน LTF และ RMF ตลอดปี 2561  ตั้งแต่วันที่  วันที่ 3 มกราคม – 28 ธันวาคม พ.ศ.2561 ได้แก่ กองทุนเปิด ฟิลลิป หุ้นระยะยาว (P-LTF) , กองทุนเปิด ฟิลลิป ผสมเพื่อการเลี้ยงชีพ (PMIXRMF) และ กองทุนเปิดฟิลลิปตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (PFIXRMF) ความทราบแล้วนั้น          

               

                บัดนี้บริษัทจัดการ ได้จัดสรรหน่วยลงทุนของกองทุนเปิดฟิลลิปบริหารเงิน (PCASH) ตามที่ได้กำหนดไว้ในโปรโมชั่น    ในวันที่ 18  มกราคม พ.ศ.2562 ให้แก่ท่านนักลงทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอกสารแนบ

ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน เรายังมีทางเลือกที่จะลงทุนได้เสมอ

บทความ.jpg

สวัสดีครับ เริ่มต้นปีแบบนี้ผมอยากแบ่งปันแนวทางการลงทุนเผื่อจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้าง ปีที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งปีที่ลงทุนยากเพราะตลาดผันผวนอย่างแรง ต้นปีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปสูงสุดถึง 1,838 จุด และ ณ วันทำการสุดท้ายของปีปิดที่ 1576 จุด SET index – 10.82% โดยมีการคาดการณ์จากหลายๆ สำนักว่าปีหมู 2562 นี้ การลงทุนคงไม่หมูแน่นอน นักลงทุนมีโอกาสเจอกับความผันผวนสูง อาจจะยิ่งกว่าปีที่แล้วก็ได้ และก็มีคำถามตามมาว่า “แล้วเราจะมีวิธีการหรือแนวทางการลงทุนอย่างไรบ้าง ในสภาวะตลาดผันผวน?”

ถ้าคาดการณ์ว่า อนาคตไม่ไกลนี้เรามีโอกาสจะเจอกับสภาวะตลาดผันผวน นักลงทุนยังมีเครื่องมือเพื่อการป้องกันความเสี่ยง เช่น

1.      สำหรับนักลงทุนที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงสูงได้ สามารถปรับพอร์ตการลงทุนไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นหรือ ถ้าเป็นนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ แนะนำกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มี Negative Correlation กับตลาด หรือสินทรัพย์ที่ผันผวนในทิศทางตรงข้ามกับตลาดในระยะสั้น เช่น ทองคำมากขึ้น จะเห็นได้ว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา SET Index  ลบประมาณ 9% แต่ทองคำบวก 8.5%

2.      การใช้อนุพันธ์ในการป้องกันความเสี่ยง โดยนักลงทุนควรขอคำแนะนำกับที่ปรึกษาการลงทุนผู้เชี่ยวชาญว่าควรลงทุนอย่างไร ในต่างประเทศการใช้อนุพันธ์ Put Option ในการป้องกันความเสี่ยงเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีความรู้อนุพันธ์สามารถใช้กลยุทธ์ใช้ Option สร้าง Risk Reversal Collar ซึ่งเป็นวิธีป้องกันความเสี่ยงเวลาตลาดตก ภายใต้คอนเซ็ป ลดความเสี่ยง แต่จำกัดกำไรและขาดทุน โดยไม่ต้องจ่ายพรีเมี่ยม

3.      ถ้าไม่อยากลงทุนในอนุพันธ์ สามารถเลือกลงทุนโดยตรงในกองทุน ETF ประเภท Defined outcome ETF ก็ได้ ซึ่ง ETF ประเภทนี้มีการใช้อนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยง ซึ่งมีโอกาสได้รับผลประโยชน์เวลาตลาดขึ้น และป้องกันความเสี่ยงไว้ด้วยอยู่แล้ว แต่ผลตอบแทนสูงสุด (Maximum Return) ไม่สูงมากนักและมีค่าธรรมเนียมสูง

เห็นมั้ยครับ ว่ามีหลายวิธีที่สามารถป้องกันความผันผวน โดยนักลงทุนต้องพิจารณาตนเองว่า รับความเสี่ยงได้แค่ไหน ทนอัตราติดลบได้แค่ไหน พร้อมที่จะจ่ายแค่ไหน เงินที่ลงทุนเป็นเงินเย็นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เวลาตลาดตกมากๆ ก็มีข้อดีเหมือนกัน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Silver Lining เพราะเวลาตลาดตก ตกเพราะ Systemic Risk หมายถึง ทั้งตลาดตก ไม่เกี่ยวกับ พื้นฐาน-ผลประกอบการของบริษัทหรือธุรกิจ แต่ตกเพราะเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงการเมืองระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบให้เกิดความกังวล สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ สามารถซื้อสินทรัพย์ที่ดี มีโอกาสเติบโตสูง แต่เคยราคาแพงเกินไป เช่น หุ้นบริษัทกลุ่มที่เป็น Blue-Chip และธีมการลงทุนที่ยังมีพลังขับเคลื่อนในระยะยาว หรือลงทุนภูมิภาคต่างๆ ที่ยังมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าสนใจและมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว

ทั้งนี้ การจะตัดสินใจลงทุนในภูมิภาคหรือธีมการลงทุนใดๆ นั้น ต้องดูพอร์ตฟอลิโอแบบภาพรวม ต้องปรับพอร์ตตามความเสี่ยงและความคาดหวัง ซึ่งแนะนำว่า ถ้าอยากทราบว่าความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของคุณอยู่ในระดับไหน ควรใช้บริการที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพนะครับ

ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน เรายังมีทางเลือกที่จะลงทุนได้เสมอ แม้ในสภาวะที่ตลาดผันผวน โดยเฉพาะสำหรับคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ แต่ทุกคนควรพิจารณาตัวเองอยู่เสมอ

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2562

Top